โรคมือ เท้า ปาก
posted on 19 Jul 2008 15:34 by tahwan in Diseaseโรคมือ เท้า และปาก (hand, foot and mouth disease)
พบได้มานานแล้วและยังเกิดการระบาดเป็นครั้งคราว มักเกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ โดยเฉพาะเด็กเล็ก อายุระหว่าง 2 สัปดาห์ ถึง 3 ปี
ซึ่งจากการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่าเป็นช่วงอายุที่เกิดการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้บ่อยที่สุด
นอกจากนี้ยังพบว่าโรคนี้ไม่เป็นปัญหาในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ
โดยปกติถือว่าโรคมือ เท้า และปาก (hand, foot and mouth disease)
เป็นโรคที่ไม่รุนแรง หรือที่เรียกว่า mild disease
ผื่นและตุ่มน้ำใสดังกล่าวสามารถหายได้เองในเวลา 5 - 7 วัน ไม่เกินสองสัปดาห์ แต่ในบางครั้งที่มีการระบาด เชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่รุนแรง เช่น
Enterovirus 71 หรือ
Coxsackie virus บางชนิด
อาจก่อให้เกิดโรคเดียวกันนี้ที่รุนแรงถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยเด็กเสียชีวิตได้
สาเหตุของโรคมือ เท้า และปาก :
เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อเรียกว่า coxsackie virus โดยเฉพาะเป็นไวรัสชนิด A5, A10 และ A16 ซึ่งเป็นสายพันธ์ที่พบบ่อยว่าเป็นสาเหตุ ในการระบาดบางครั้งพบว่าสายพันธ์ที่เป็นสาเหตุได้แก่ coxsackie virus type A16,coxsackie virus typeA และ enterovirus type 71
สรุปได้ว่าสาเหตุของโรค HFMD นี้ เกิดจากไวรัส (coxsackie virus)
ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มของ enterovirus นั่นเอง
ไวรัสชนิดนี้สามารถแพร่กระจายติดต่อถึงกันได้โดยตรงผ่านทางของเหลวต่างๆของร่างกาย ที่สำคัญคือการปนเปื้อนมาในอุจจาระของผู้ป่วย fecal-oral transmission ซึ่งถือได้ว่าเป็นการติดต่อที่สำคัญของไวรัสกลุ่ม enterovirus ทั้งหมด (คำว่า entero หมายถึงทางเดินอาหาร,
ติดต่อโดยระบบทางเดินอาหารนั่นเอง) ควรระลึกไว้เสมอว่าเด็กจะได้รับเชื้อไวรัสนี้
จากการที่ได้รับอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส ซึ่งอาจกระจายออกมากับอุจจาระ หรือละอองน้ำมูก น้ำลายของเด็กที่เป็นโรคนี้
และนอกจากนี้ยังสามารถติดต่อได้ทางลมหายใจอีกด้วย
การแพร่กระจายเชื้อ จะเกิดได้ง่ายมากในเด็กๆ เล็กๆ
ที่ชอบเล่นคลุกคลีใกล้ชิดกันใน โรงเรียนอนุบาล สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือญาติพี่น้องที่อยู่รวมกันมากๆ
ลักษณะอาการที่สำคัญของโรคติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ (ดังแสดงในรูป)
คือการปรากฎผื่นและตุ่มน้ำใส (rash with blisters) ที่บริเวณปาก ลำคอ ต่อมทอนซิล
รวมทั้งที่บริเวณมือและเท้า จึงทำให้โรคนี้ได้รับขนานนามว่า โรคมือ-เท้า-และปาก (ไม่ใช่ "เปื่อย" แต่เป็นผื่นที่มีตุ่มน้ำใส)ซึ่งถ้าจะนึกภาพเพื่อเป็นการเทียบเคียง
พอจะกล่าวได้ว่ามีลักษณะคล้ายตุ่มน้ำเมื่อถูกน้ำร้อนลวกนั่นเอง

ลักษณะสำคัญเฉพาะโรคนี้คือ มีแผลตื้นๆ
เกิดขึ้นที่บริเวณเยื่อบุช่องปาก ลิ้น เหงือก และข้างกระพุ้งแก้ม
เริ่มเป็นจุดแดงๆ
ก่อนแล้วเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใสและแตกเป็นแผลส่วนบริเวณผิวหนังจะเกิดมีผื่นแดงๆ ก่อนแล้วเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมี ผื่นตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า
บางครั้งอาจจะมีผื่นขึ้นที่บริเวณก้นด้วย
ผื่นที่ผิวหนังนี้จะไม่แตกเป็นแผล (เหมือนในปาก) และไม่มีอาการคันร่วมด้วย
อาการ :
จัดได้ว่าเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็กเล็กๆ
และมักเกิดการระบาดในหมู่หรือกลุ่มของเด็กที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกลางวัน หรือที่เรียกว่า daycare
การติดต่อเกิดขึ้นได้ง่าย กรณีที่ไม่รักษาอนามัยที่สะอาด เช่น
ไม่ล้างมือหลังจากเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็กเล็ก เป็นต้น หรือติดต่อทางน้ำลายได้
โดยไวรัสสามารถติดต่อจากเด็กคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้เช่นกัน
ภายหลังได้รับเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุ เป็นเวลา 4-6 วัน ผู้ป่วยเด็กจะมีไข้
มักเป็นไข้ต่ำๆ เช่น อุณหภูมิ 99-102 องศาฟาเรนไฮด์ (หรือ 37.2-38.9 องศาเซลเซียส) อาการอื่นๆ ได้แก่ อ่อนแรงเมื่อยล้า fatigue ไม่มีแรง loss of energy ไม่อยากทานอาหาร decreased appetite และเจ็บที่บริเวณปาก sore sensation in the mouth, which may interfere with feeding ซึ่งอาจมีผลต่อการป้อนอาหารให้เด็ก
หลังจากเด็กได้รับเชื้อไวรัสราว 1-2 วัน จะปรากฎตุ่มน้ำใส bumps (vesicles) ขึ้นภายในปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม ตุ่มน้ำใสเหล่านี้มีขนาดเล็ก
เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3-7 มิลลิเมตร ในที่สุดจะเกิดตุ่มน้ำใสขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า
และในบางรายเกิดขึ้นที่บริเวณก้นด้วย
ตุ่มน้ำใสในปากดังกล่าวทำให้เกิดอาการหลายประการ เช่น เจ็บ
และทำให้เด็กไม่ยอมกินอาหารหรือดื่มน้ำ เนื่องจากเจ็บ
ในระยะนี้ใช้เวลานานประมาณเฉลี่ยหนึ่งสัปดาห์ ต่อมาเมื่อเกิดเป็นตุ่มน้ำใส เป็นระยะที่ติดต่อได้ง่ายที่สุด
พบว่าเชื้อไวรัสอยู่ในตุ่มน้ำใสเป็นจำนวนมาก จึงแนะนำให้ระมัดระวังการสัมผัสตุ่มน้ำใส เนื่องจากเกิดการติดเชื้อได้ง่ายมาก
สรุป อาการของโรคนี้มีดังต่อไปนี้
- ไข้สูง
- เจ็บคอ
- ตุ่มน้ำใส หรือ แผล ที่คอ ในปาก
- ปวดหัว ปวดศีรษะ
- ผื่นที่มีตุ่มน้ำใส มือ เท้า และปาก (อาจพบที่บริเวณก้นร่วมด้วย)
- ไม่กินนม ไม่กินอาหาร
การรักษาเบื้องต้น :
พ่อแม่สามารถดูแลให้การรักษาเบื้องต้นแก่ลูกได้ ตั้งแต่ลูกเริ่มมีอาการไข้ พ่อแม่ควรให้ลูก
ดื่มน้ำหรืออาหารเหลวทีละน้อยๆ ให้บ่อยๆ เช่น น้ำผลไม้ น้ำแกงจืด น้ำเต้าหู้ นม ให้ยาพารา
เซตตามอลลดไข้ตามขนาดของน้ำหนักตัวของเด็ก เช็ดตัวลดไข้ และให้นอนพักผ่อนระมัดระวัง
เรื่องการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสจากน้ำมูก น้ำลาย และอุจจาระของเด็กป่วยด้วย
การป้องกันโรคมือ เท้า และปาก ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง
คือการหลีกเลี่ยงไม่สัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ (direct contact)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกิดการระบาด
สำหรับการป้องกันโรคนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรละเลยคือเรื่องของสุขอนามัยของประชาชน
กล่าวคือให้ประชาชนมุ่งเน้นที่ความสะอาดของร่างกาย
ล้างมือให้สะอาดภายหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้งและก่อนรับประทานอาหาร ทั้งนี้
จากการศึกษาพบว่าการล้างมือให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า ของเล่นเด็ก ล้วนเป็นประโยชน์ในการป้องกันโรคทั้งสิ้น
ในสถานที่ดูแลเด็ก อาทิเช่น สถานเลี้ยงเด็กอ่อน เด็กเล็ก
ควรเน้นวิธีกำจัดอุจจาระให้ถูกต้อง ที่ต้องเน้นอีกเรื่องหนึ่งคือการล้างมือให้สะอาด
เนื่องจากไวรัสพวกนี้แพร่กระจาย โดยการสัมผัสอุจจาระของผู้ป่วยเป็นสำคัญประการหนึ่ง
และประการสุดท้าย เมื่อเด็กมีตุ่มใสขึ้นที่ปาก มือ หรือ เท้า ขอให้นึกถึงโรคนี้ และต้องพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและแยกเด็กป่วยไม่ให้คลุกคลี
กับเด็กอื่นประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อด้วยเช่นกันทั้งนี้ โรคมือ เท้า และปาก ในเด็กจะมีลักษณะเป็นตุ่มใสตามมือ เท้า ปาก มีไข้ การติดเชื้อร้อยละ 99 จะมาจากอุจจาระของเด็กเล็ก อายุต่ำกว่า 10 ขวบ
จะติดเชื้อได้ทางเดียวคือทางอุจจาระ ข้อควรระวังคือ เรื่องของสุขวิทยาส่วนบุคคลคือ รับประทานอาหาร และน้ำที่สะอาด ไม่ลงเล่นน้ำ ในสระน้ำสาธารณะ
หลีกเลี่ยงการเล่น ในสนามเด็กเล่นสาธารณะ
และป้องกันไม่ให้มีการปนเปื้อนของอุจจาระเข้าปาก
edit @ 19 Jul 2008 16:00:58 by tahwan
edit @ 19 Jul 2008 16:09:12 by tahwan

#1 By หน่วยควบคุมการติดเชื้อ (222.123.137.226) on 2010-01-21 12:30